2007/Nov/26

สวัสดีอับ  หลังวันเพ็ญ เดือน 12  หรือวันลอยกระทงที่รู้จักกันดี แต่ปีนี้ ดวงจันทร์ไม่ใหญ่เหมือนทุกปีเลยนะ     ว่าป่าว 

 จะมีใครคิดถึงเราบางหรือป่าวหนา  แต่เราคิดถึงทุกคนจัง วันนี้มีเรื่องดีดี เรื่องของเสน่ห์จริงๆพึ่งรู้มาเล่าให้ฟัง จะมีใครมาสนใจเราบ้างนะ

                     

เข้าเรื่องดีกว่าเรื่องมีอยู่ว่า ไปเที่ยววันงานลอยกระทงที่ วัดอรุณฯมา วันรุ่งขึ้น ไปเล่าให้ที่บ้านฟังว่า เมื่อคืนนี้ดวงจันทร์

สวยนะแต่ไม่ใหญ่เลย สงสัยว่าปีนี้ วงโคจรคงจะอยู่ห่างจากโลกมากกว่าปกติมั่ง  เขาเลยเล่าเรื่องเก่าๆของเขาให้เราฟังบ้าง

ว่า วันลอยกระทงนะเป็นวันที่มีอาถรรพ์ มากๆวันนึ่ง ทางโบราณ ถือกันว่า พระจันทร์เป็นตัวแทนของผู้หญิง

เสน่ห์ ตัณหา และมนต์ตรา  ความแปรปรวนดังนั้น จึงเป็นที่รู้กันของคนที่เรียนพวกไสยศาสตร์ เวชมนต์ คาถา อาคม

ต่างๆว่า หากอาบน้ำกลางแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญ เดือน 12  ตอนหลังเที่ยงคืนไปแล้วจะทำให้มีมนต์ตราและเสน่หาติดกายเรา  มีแรงดึงดูดสำหรับผู้ที่พบเห็น เป็นมนต์เสน่ห์สามารถทำให้ผู้ที่พบเห็นหลงใหลได้ ไม่หน้าเชื่อเนอะ  (น่าทำบ้างจัง ฮิ ฮิ)

เราก็รู้มานานแล้วนะว่า อิทธิพลของดวงจันทร์มีมากจริงๆ แม้แต่ เวลากลางคืนยังมีมนต์ขลังได้ขนาดนี้ สังเกตไหมว่า ทำไมสถานบริการจึงเปิดให้บริการแต่เวลากลางคืน เพราะเป็นเวลาของ ลุ่มหลง ตัณหาและกิเลสทั้งหลาย ทั้งแสงและสีทำให้ทุกอย่างดูสวยงานไปหมด เป็นเวลาของ สิ่งลึกลับ ไม่เห็นไม่รู้  พอตื่นขึ้นมา ตายเลยนอนอยู่กันใครอ่ะเนี่ย(  สม)

แล้วยังไม่พอนะ ยังเป็นคืนที่เหมาะแก่การทำเสน่ห์มากๆ โหรฯโบราณเล่า ต่อๆกันมาว่า ณ วันใดก็ตามที่ดวง

จันทร์โคจรมาทับ ดาวพฤหัสบดี หรือสัมพันธ์กัน ในดวงของผู้หญิงหรือผู้ชายคนใดก็ตาม ในวันนั้นมีโอกาสเสียตัว อย่าง

กรณีที่ ผู้หญิงหรือผู้ชายที่โดนข่มขืน (ผู้ชายโดนข่มขืนได้ไหม อ่ะ)  เสียตัว ทั้งตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ณ วันนั้น จะมีความ

สัมพันธ์ ของดาว 2 ดวงนี้เสมอเลย  และชายหญิงคู่ใดก็ตามที่มีความสัมพันธ์เพราะ ดาว 2 ดาวนี้ จะมีความรักที่รุนแรง

มากๆ จนไม่อาจมีใครห้ามได้เลย แต่เมื่อใดก็ตามที่ ไม่ได้อยู่ภายใต้อิทธิพลของดาวแล้ว ความจริงจะปรากฏ แล้วจะมีคำ

คำนึ่งเกิดขึ้นเสมอ ว่า ฉันชอบเธอไปได้อย่างไง ทำไมฉันถึงได้เลือกแต่งงานกับเธอนะ  (หน้าสงสารเนอะ)

อยากบอกอีกอย่างนึ่งนะว่า อิทธิพลของดาว 2 ดวงนี้ มันทำให้คน คู่นั้นแค่มีเพศสัมพันธ์กันเท่านั้น แต่ไม่ใช่ความรักอย่างที่

ใครหลายๆคนคิด และเป็นความสัมพันธ์ที่หลอกลวง ชั่วคราวเท่านั้น (เสียใจจัง)

แล้ววันหลังจะมาเล่าให้ฟังใหม่นะ บาย บาย รักนะ จุ๊บ จุ๊บ       

 

edit @ 29 Nov 2007 10:39:57 by k-lin-co

2007/Jul/27

สวัสดี ขอโทษที่หายไปนาน ไม่รู้ว่ามีใครคิดถึงเราบางเปล่า ไม่รู้ว่าเขียนไปจะมีใครอ่านบางมั้ย ขอคอมเม้นท์เป็นกำลังใจให้กันบางนะ มาถึงก็อ้อนเลย นะนะ ขอมาเป็นน้ำทิพย์ให้กับบาง >< มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าเนอะ

เมื่อสักอาทิตย์ ก่อนเรามีสภากาแฟ เล็กๆอยู่ที่หนึ่งไว้ถกกันแบบบุคคลธรรมดาเรื่องแนวทางแก้ไขค่าเงินบาทแข็ง ที่รัฐจะทำการลดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากลด ก่อนอื่นขออธิบายเรื่องค่าเงินแบบง่ายๆว่า

การค้าขายกระทำโดยการนำของแลกของ แต่มีปัญหาเรื่องมูลค่าของสินค้า จึงเกิดตัวกลางในการเลือกเปลี่ยนขึ้น เรียกว่า เงินตรา ดังนั้น ประเทศต่างๆทั่วโลกจึงมีสกุลเงินเป็นของตัวเองในการใช้จ่ายภายในประเทศ มาช้านาน จนเมื่อมีการค้าขายระหว่างประเทศเกิดขึ้น ก็จำเป็นต้องมีสกุลเงินกลางคือ ดอลล่าร์ ในการซื้อขาย ทุกประเทศส่วนใหญ่จึงอิงค่าเงิน ดอลล่าร์ เป็นหลัก ในการแลกเปลี่ยนค่าเงินนี้เป็นสิ่งจำเป็นมากสำหรับประเทศที่เปิดการค้าระหว่างประเทศ เพื่อการตลาดที่กว้างและใหญ่ เป็นที่มาซึ้ง ผลกำไรมหาศาล

ฟังดู มันก็ OK ใช่ มั้ย ปัญหาก็อยู่ตรงนี้

เมื่อทุกประเทศอิง ดอลล่าร์มากขึ้น อะไรก็ตามที่คนต้องการมากย่อมมีราคาแพงเสมอ เงินก็เหมือนกันเมื่อมีไม่พอแก่ความต้องการค่าเงินก็แพงขึ้นเรื่อยๆ ผลกระทบเป็นขั้นตอนคือ

>ค่าเงินดอลล่าแข็งขึ้นหรือมีราคาแพงมากขึ้นนั้นเอง >ค่าเงินแข็งขึ้นทำให้ต้นทุนการผลิตสูงตาม สินค้าที่ผลิตได้ก็มีราคาสูงตามต้นทุนไปด้วย >สินค้าแพงก็ไม่มีคนซื้อ เป็นธรรมดา >เมื่อขายไม่ได้ก็ไม่มีเงินยิ่งทำให้ค่าเงินแข็งขึ้นเรื่อยๆ คนที่อยู่ในประเทศก็มีปัญหาเรื่องค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้เกิดปัญหาภายในมากมาย เมื่อมีเงินมากเกินความจำเป็น ดังนั้นต้องระบายออกไปในหลายๆทาง คงเห็นกันอยู่แล้วว่าประเทศนี้จ่ายเงินมากมายไปในการบริจาคแบบให้เปล่าหรือธนาคารกู้เงินแบบ IMF หรืออะไรอีกมากมาย ฯลฯ (รวยกันเหลือเกินนะ อิจฉาอ่ะ) แต่แล้วเงินมันก็ยังเหลือเฟื่ออยู่ดี

คนรวยทำอะไรไม่หน้าเกียจอยู่แล้วก็คนมันรวยนี้นะ ซื้อหุ้นมันทุกตัวทั่วโลกเลย เพื่อที่จะจ่าย ดอลล่าร์ออกไป เมื่อดอลล่าร์ในตลาดมีมากเกิน ค่าเงินก็ลดสิทีนี้ แต่ค่าเงินของสกุลอื่นๆกลับแข็งขึ้นแทนที่เป็นประวัติการณ์

ไปเที่ยวอเมริกามานานแล้วกลับมาดูที่ไทยกันบาง ค่าเงินบาทไทยก็ไม่น้อยหน้าแข็งแบบไม่หยุดยั้ง เลยแนวต้านแล้วก็ยังคงแข็งต่อไป เหอะเหนื่อยเลย ในทำนองเดียวกันเมื่อค่าเงินแข็งผลิตสินค้าได้ก็มาแพงเหลือเกิน ไม่มีคนซื้อสิทีนี้ เซ้ง เซ้ง และเซ้งกันทั่วหน้าเลย พบเห็นได้ตามหน้าหนังสือพิมพ์

ทางแก้ไข ทางแรกที่รัฐมอง ทุกคนมุ่งไปที่ลดอัตราดอกเบี้ยลง ถ้าคนที่เอาเงินมาฝากแล้วไม่มีกำไรเขาก็จะถอนเงินออกไปหากำไรจากอย่างอื่นเองนี้คือแนวคิด แต่จะมีผลกระทบต่อองค์กรทั้งหมด ในระดับมหภาคและจุลภาค

กลับมาหาหน่วยเล็กลงไปอีกอย่างเราๆท่านๆทั้งหลายกัน นี้ เราก็มีแนวทางแก้ไขในแบบชาวบ้านเหมือนกัน

คือ ประเทศไทยใช้ระบบเงินตราแบบ ตะกร้าเงินคือในตะกร้านั้นจะมีสกุลเงินตราต่างประเทศหลักๆ หลายประเทศรวมกันแล้วคิดออกมาเป็นอัตราส่วนจากค่าเงินสกุลต่างๆ เป็นค่าเงินบาท ดังนั้น

คิดออกแล้ว 1. เอาเงินดอลลล่าร์ของเราไปซื้อเงินสกุลอื่นบางสิ ยอมขาดทุนให้เขาเลยด้วย

ตอบทำไม่ได้จะ มีคำอธิบายว่า เปรียบโลกเป็นกะละมังใส่น้ำ 1 ใบ เงินก็เหมือนน้ำ ที่ไหลเข้ามาในกะละมังใบนั้น ตลาดหุ้นไทยเหมือนหัวไม้ขีด เท่านั้นจึงไม่แปลกที่จะโดนไปด้วยหนีไม่ได้หรอก

แย่เลยงั้น อุตสาคิดออกยังใช้ไม่ได้อีกอ่ะ แต่เอ๊ะ งั้นเราก็รวยนะสิ ทำไมเราไม่จ่ายหนี้เงินดอลล่าร์อ่ะ เรามีหนี้เยอะมากเลยนะ ทั้ง IMF หนี้กองทุนน้ำมัน เงินสำรองการไฟฟ้า นี้ไงจ่ายเลยสิ จะได้จ่ายหนี้ให้หมดเลย ค่าเงินจะได้ลดลงด้วย ดีมั้ย ดีมั้ย >< แต่แล้วรัฐบาลก็ออกนโยบายออกมาจริงๆ

1. ให้ถือเงินดอลล่าร์ได้แบบไม่มีกำหนด

2. ให้เอาเงินออกไปซื้อสินทรัพย์ในต่างประเทศ

3. ให้เอกชนจ่ายหนีระหว่างประเทศ (นี้งั้ยเราคิดอยู่เลย แต่แล้วทำไมรัฐไม่จ่ายอ่ะ?)

จากข้อ 2.นี้รู้สึกมั้ยว่ามันแปลกๆนะ ตอนนี้มีใครบางนะที่ต้องการเอาเงินออกนอกประเทศอ่ะ เราคิดไปเองหรือป่าวเนี่ย อีกอย่างที่อยากให้รู้คือเงินที่มีอยู่ในขณะนี้เป็นเงินในตลาดหุ้นเป็นระยะสั้น เขาจะถอนเอาเงินออกไปเมื่อไรก็ได้ คิดเอาเองแล้วกันว่าถ้าเราเอาเงินไปซื้อสินทรัพย์หรือลงทุนในต่างประเทศจริง คนที่เอาเงินออกไปนั้นละจะขาดทุนเพราะต้องลงทุนในระยะยาว แค่ไหนถึงจะมีกำไร สายป่านของคุณยาวมากพอแน่เหรอ

ไม่มีวิธีแก้ไข แบบใดที่ไม่เสียหาย แต่ถ้าทำแล้วมันสามารถรักษาส่วนรวมไว้ได้ มันก็คุ้มกับความเสี่ยงถึงจะทำ

แต่การทำเพื่อประโยชน์ของใครส่วนใดส่วนหนึ่งโดยไม่คำนึกถึงส่วนรวมเลย มันเห็นแก่ตัวมากเกินหรือเปล่า

ในเมื่อเราได้เปรียบในเรื่องค่าเงินแล้วทำไมไม่ใช้ให้เป็นประโยชน์ นำเงินไปลงในตลาดเขาบางสิโอกาสมาถึงแล้ว ใช้บางเถอะ

ทิ้งท้ายไว้กับ คำพูดสวยๆ

ทำไมคำกล่าวของ ซุนวู ไม่เคยล้าสมัยเพราะไม่ว่าเวลาจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหนแต่มนุษย์ไม่เคยเปลี่ยนไป ยังคงความ โลภ โกธร หลง ไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย มนุษย์จึงหลอกมนุษย์ได้ทุกยุคทุกสมัย มันไม่ใช่เวทกรรมแต่เพราะความอยากไม่มีที่สิ้นสุดนั้นเอง